Home / News / แอสตาแซนธิน : การลดความเมื่อยล้าของดวงตา

แอสตาแซนธิน : การลดความเมื่อยล้าของดวงตา



PDF ดูรายละเอียด.pdf


ความก ้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีข ้อมูล ระบบซอฟแวร์ และเครื่องใชไฟฟ้า เป็นส ้ งที่นําไปสู ิ่ การใช ่ อุปกรณ์ที่ ้ เกี่ยวกับจอแสดงภาพ (Visual Display Terminal - วีดีที) มากขึ้นโดยเฉพาะเพื่อการทํางานและเพื่อการพักผ่อน วี ดีทีจัดว่ามีความสํ าคัญเพราะชวยส ่ อสารระหว่างผู้ใช ื่ งาน ้ และคอมพิวเตอร์ และวีดีทีก่อให ้เกิดปัญหาที่พบในวงการ จักษุแพทย์ เนื่องจากผู้ใชงานวีดีทีมักเกิดอาการอ่อนล้าของดวงตา และมักมีอาการปวดกระบอกตาและอาการปวด ้ ศรษะ อาการเหล่านี้เป็นจุดกําเนิดของการศ ี กษามากมายเกี่ยวกับความปลอดภัยในสถานที่ทํางาน ตัวอย่างเช ึ น ่ การศกษาด้ ึ านระบาดวิทยาในชวงส ่ บปีที่ผ่านมาเกี่ยวข ้องกับปัจจัยส ิ ํ าคัญที่เกี่ยวข ้องกับความเมื่อยล้าของดวงตา มี บางศกษาเกี่ยวข ้องกับผู้ป่ วยถึง ึ 6,000 คน ซงชึ่ วยจําแนกสาเหตุของอาการข ้างต้นดังนี้: แสงไม่เพียงพอ สรีระ ่ ศาสตร์ที่ไม่ดีพอ และการใชสายตาที่ไม่ถูกต้อง เป็นต้น แม ้ว่ ้ าจะมีข ้อมูลมากขึ้นแต่การติดตามล่าสุดพบว่า การ ปรับปรุงแก ้ไขปัจจัยดังกล่าวได้ผลกับผู้ป่ วยเพียง 50% ของผู้ป่ วยทั้งหมดเท่านั้น คําอธิบายที่เป็นไปได้คือ อาจมีปัจจัยร่วมอื่นๆ ที่ยังไม่ถูกค้นพบในปัจจุบัน การปรับปรุงแก ้ไขที่ยังไม่เพียงพอ หรือ งานที่ต้องใชสายตาเพิ่ ้ มขึ้น เป็นไปได้ว่าสาเหตุของอาการข ้างต้นอาจเกิดจากปัจจัยต่างๆ รวมกัน ทําให ้การ แก ้ปัญหาในปัจจุบันไม่เพียงพอต่อการลดอาการเมื่อยล้าของดวงตา ลักษณะของอาการเมื่อยล้าของดวงตาเกิดจากปฏิกิริยาตอบสนองต่อแสงที่กระทบเข ้าดวงตา ได้แก่ อาการปวด ศรษะ เจ็บตา และการมองเห็นไ ี ม่ชด จากแบบสอบถามมาตรฐานที่ใช ั ส้ ํ าหรับประเมินอาการเมื่อยล้าทางสายตาของ ผู้ป่ วย มักให ้ผลสรุปว่าผู้ป่ วยมีอาการเพียงเล็กน้อย โดยอาการเหล่านี้จะทวีความรุนแรงมากขึ้นหากไม่ได้รับการ แก ้ไขอย่างทันท่วงที การทดสอบทางจักษุวิทยาสามารถตรวจจับปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวกับสายตาเชนกัน ่ ตัวอย่างเชน ความสมบูรณ์ในการปรับโฟกัสของสายตา อัตราของปฏิกิริยาการเพ่งของสายตา (ทิศทางบวกและ ่ ลบ) การรับรู ้ของสมองหลังจากประสาทตาได้สงส่ ญญาณไปถึง ( ั CFF) และรูปแบบศั กยภาพด้านการมองเห็น (PVEP) จากงานศกษาทางคลินิกของชาวญี่ปุ่ น ึ 9 เรื่องซงดําเนินการโดย ึ่ องค์กรด้านจักษุวิทยา 6 แห่ง (ดําเนินงาน เป็นอิสระต่อกัน) สามารถสรุปประสทธิภาพของแอสตาแซนธินในด้านการบรรเทาอาการปวดกระบอกตา โดย ิ แอสตาแซนธินชวยปรับโฟกัสของสายตาให ้ดีขึ้น และช ่ วยฟื้นสภาพของกล้ามเนื้อปรับเลนส ่ ตา (รูปที่ ์ 1); ระบบ ไหลเวียนเลือดไปที่เรตินอล รูปที่1 ตําแหน่งของกล้ามเนือปรับสายตาในดวงตาของมนุษย์ ้ อาการเมื่อยล้าของดวงตา อาการปวดกระบอกตา หรือที่เรียกกันว่าอาการเมื่อยล้าสายตามักเกิดขึ้นในวงจรชวิตประจําวัน โดยทั่วไป ี สมรรถภาพการมองเห็นของดวงตาจะลดลงตามธรรมชาติจากชวงเช ่ าจนถึงกลางคืน ปัญหานี้จะเพิ่มมากขึ้ ้ นหากคุณ ต้องใชงานวีดีที ้ 4-7 ชั่ วโมงต่อวัน ซงจะส ึ่ งผลต่อความสามารถในการปรับโฟกัสของสายตาของกล้ามเนื้อปรับ ่ เลนสตาซ ์ งควบคุมการหด ึ่ -ขยายของเลนส์ การศกษาแบบสุ ึ มซ่ งปกปิดการรักษาทั้งสองฝ่ ายร่วมกับการใช ึ่ ยา้ หลอก แสดงให ้เห็นถึงประสทธิภาพด้านบวกของผลิตภัณฑ์เสริมอา ิ หารแอสตาแซนธินที่มีต่อประสทธิภาพการ ิ มองเห็นของมนุษย์ ตัวอย่างเชน การศ ่ กษาโดย ึ Nagaki และคณะ (2002) พบว่า ผู้ป่ วยจํานวน 13 คน ซงได้รับ ึ่ แอสตาแซนธิน 5 มิลลิกรัมต่อวัน เป็นระยะเวลา 1 เดือน ลดการบ่นถึงอาการเมื่อยล้าสายตาลง 54% (รูปที่ 2) การศกษาด้านการมองเห็นท ึ างด้านกีฬาโดย Sawaki และคณะสรุปว่า การบอกระยะวัตถุและการรับรู ้ของสมอง ภายหลังที่ประสาทตาได้สงส่ ญญาณไปถึง ( ั critical flicker fusion) ดีขึ้น 46% และ 5% ตามลําดับ หลังจาก รับประทานแอสตาแซนธินวันละ 6 มิลลิกรัม จํานวน 9 คน ทั้งนี้ผลของแอสตาแซนธินต่อประสทธิภาพการมอ ิ งเห็น กระตุ้นให ้เกิดการศกษาทางคลินิกด้านอื่นๆ เป็นจํานวนมาก โดยต่างก็มุ่งหวังจะประเมินปริมาณที่เหมาะสมที่สุด ึ และจําแนกกลไกการออกฤทธิ์ รูปที่ 2 ผู้ป่ วยที่ใช้VDT และมีอาการเครียดทางสายตา ก่อนและหลังการได้รับแอสตาแซนธิน พบว่า มีอาการดีขึ้น จากการตอบแบบสอบถาม ในสปดาห์ที่ ั 4 การลดอาการเมื่อยล้าของดวงตา การศกษาโดย ึ Nakamura (2004) แสดงให ้เห็นถึงการลดอาการเมื่อยล้าของดวงตาอย่างมีนัยสํ าคัญและให ้ผล บวกในกลุ่มที่ได้รับยาขนาด 4 มิลลิกรัม (p<0.05) และ 12 มิลลิกรัม (p<0.01) Nitta และคณะ (2005) เป็นผู้ริเริ่ม การกําหนดขนาดของแอสตาแซนธินที่ควรได้รับในแต่ละวัน คือ 6 มิลลิกรัม จํานวน 10 คน เป็นเวลา 4 สปดาห์ ั จากนั้นจึงเปรียบเทียบอาการเมื่อยล้าของดวงตาโดยใชแบบประเมินระดับความเจ็บปวดซ ้ งอ้างอิงจากแบบสอบถาม ึ่ และค่าที่ได้รับจากการประเมิน กล่าวคือกลุ่มที่ได้รับแอสตาแซนธิน 6 มิลลิกรัมมีอาการที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสํ าคัญ ณ สปดาห์ที่ ั 2 และ 4 ของการทดสอบ นอกจากนี้ผลจากการศกษาของ ึ Shiratori และคณะ (2005) และ Nagaki และคณะ (2006) ต่างยืนยันว่า การรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแอสตาแซนธินขนาด 6 มิลลิกรัมติดต่อกัน 4 สปดาห์ช ั วยลดอาการเมื่อยล้าสายตา อาการเจ็บตา อาการตาแห ้ง และการมองเห็นไม่ช ่ ั ด การศกษาของ ึ Takahashi และ Kajita (2005) แสดงผลเชนเดียวกันว่าแอสตาแซนธินช ่ วยลดอาการเมื่อยล้าของดวงตา (ตรงข ้าม ่ กับการรักษาอาการเมื่อยล้าของดวงตา) จึงแนะนําให ้ใชส้ ํ าหรับป้องกันมากกว่าใชเพื่อการรักษา โดยกลุ่มที่รับการ ้ รักษาด้วยแอสตาแซนธิน (กลุ่มที่ไม่มีอาการเมื่อยล้าของดวงตา) สามารถฟื้นตัวได้ไวกว่ากลุ่มควบคุมหลังจากถูก กระตุ้นการมองเห็นอย่างหนัก เนื่องจากแบบสอบถามอาจมีข ้อจํากัดสํ าหรับแต่ละบุคคล ดังนั้นการวัดผลปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข ้องกับการเมื่อยล้า ของดวงตาโดยตรงจะเป็นตัวบ่งชที่ดีก ี้ ว่า ปัจจัยเหล่านี้รวมถึงระยะการปรับโฟกัสของตา (รูปที่3); อัตราของ ปฏิกิริยาการปรับระดับโฟกัสของตา (ทิศทางบวกและลบ) การทํางานของระบบประสาทสวนกลางด้านการมองเห็น ่ และการสอประสาทของระบบประสาทเกี่ยวกับการมองเห็น จากข ้อมูลที่มีอยู่ในปัจจุบันพบว่า การปรับระดับโฟ ื่ กัส ของตาปรับตัวดีขึ้นหลังจากการรักษา (Nagaki และคณะ 2002, 2006; Nakamura และคณะ 2004; Takahashi และ Kajita, 2005; Shiratori และคณะ, 2005; Nitta และคณะ, 2005) อย่างไรก็ตามยังคงไม่มีข ้อสรุปที่ชดเจน ั เกี่ยวกับการทํางานของระบบประสาทสวนกลางด้านการมองเห็นและการส ่ อประสาทของระบบประสาทเกี่ยวกับการ ื่ มองเห็น (Sawaki และคณะ 2002; Nagaki และคณะ 2002; Nakamura และคณะ 2004) ดังนั้นกลไกของแอสตา แซนธินด้านการลดความเมื่อยล้าของสายตา คือ การปรับโฟกัสของตา รูปที่ 3 การปรับโฟกัสของตาในการมองวัตถุ (Nitta และคณะ, 2005)พบว่า การปรับโฟกัสของตาในการมองวัตถุดีขึ้นเมื่อรับประทานแอสตาแซนธินขนาด 6 มิลลิกรัม กลไกการออกฤทธิ์: ปรับปรุงระยะการปรับโฟกัสของตา เพิ่มการไหลเวียนเลือด และต้านการอักเสบ การวัดระยะการปรับโฟกัสของตาจะตรวจวัดคุณสมบัติการหักเหของเลนส โดยสอดคล้องกับการทํางานของ ์ กล้ามเนื้อปรับเลนสตา กล้ามเนื้อลูกตามัดเล็กๆ ทําหน้าที่ควบคุมความหนาของเลนส ์ เพื่อปรับโฟกัสแสงบนจอ ์ ประสาทตา หากมีการใชสายตาอย่างหนักดวงตาจะโฟกัสบนระยะวัตถุคงที่เป็นระยะเวลานานทําให ้กล้ามเนื้อหดตัว ้ หรือเกิดความเมื่อยล้า ซงตรวจพบได้จากการทดสอบระยะการปรับโฟกัสของตา กา ึ่ รทดสอบเหล่านี้มีความสมพันธ์ ั ซงกันและกัน และครอบคลุมประเด็นต่อไปนี้: ระยะการปรับโฟกัสของตา ปฏิกิริยาการปรับระดับโฟกัสของตา (ทิศ ึ่ ทางบวกและลบ) และองค์ประกอบที่มีความถี่สูง การศกษาทางคลินิกผสมผสานการทดสอบระยะการปรับโฟกัส ึ ของตา เพื่อแสดงถึงปริมาณของอาการเมื่อยล้าที่เกิดขึ้น เชน การเพิ่มระยะการปรับโฟกัสของตาของผู้ป่ วยที่เข ้ารับ ่ การรักษา แสดงถึงปฏิกิริยาที่ดีขึ้นต่อการมองวัตถุทั้งระยะใกล้และระยะไกล (Nagaki และคณะ 2002, 2006; Nakamura และคณะ, 2004) รูปที่ 4 และ รูปที่ 5 เกี่ยวข ้องกับอัตราของปฏิกิริยาการปรับระดับโฟกัสของตาที่เร็ว ขึ้นจากการตรวจวัดในกลุ่มที่รักษาด้วยแอสตาแซนธิน รูปที่ 4 การเปลี่ยนแปลงในการปรับโฟกัสของตาในทิศทางบวก (Shiratori และคณะ, 2005) พบว่า การปรับโฟกัสของตาในทางบวกดีขึ้น เมื่อได้รับแอสตาแซนธิน 6 มิลลิกรัม รูปที่ 5 การปรับโฟกัสของตาในทิศทางลบ (Shiratori และคณะ, 2005) พบว่า การปรับโฟกัสของตาในทิศทางลบดีขึ้นเมื่อรับประทานแอสตาแซนธินขนาด 6 มิลลิกรัม สงเหล่านี้แสดงถึงระดับความเร็วของกล้ามเนื้อปรับเลนส ิ่ ตา ต่อการเปลี่ยนทิศทางจุดโฟกัส (ผลบวกหมายถึงระยะ ์ วัตถุที่อยู่ใกล้ 35 เซนติเมตร ถึงระยะวัตถุที่อยู่ใกล้ 5 เมตร หรือในทํานองเดียวกัน) (Nitta และคณะ 2005; Shiratori และคณะ 2005; Nakamura และคณะ 2005)?่งชจากระยะการปรับโฟกัสของตา ? ้นการมองเห็นอย่าง ี้ หนัก ผลจากแอสตาแซนธินจะแสดงอย่างมีนัยสํ าคัญนับจาก 2 สั ปดาห์ เทคนิคอีกประเภทหนึ่งเรียกว่า HFC ซงจะ ึ่ ตรวจวัดความผันผวนระดับจุลภาคของเลนส ระหว่างการตอบสนองต่อระยะการปรับโฟกัสของตาโดยตรง (ค่าปกติ ์ สํ าหรับระดับสายตาปกติอยู่ระหว่าง 50? 60) ผู้ที่มีอาการปวดกระบอกตาซงมีค่ามากกว่า ึ่ 60 จะฟื้นตัวได้อย่าง รวดเร็ว (รูปที่ 6) โดยที่ผล HFC ของผู้ป่ วยเหล่านี้จะลดลงจนถึงระดับปกติอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม (Takahashi และ Kajita 2005) รูปที่ 6 การฟื้นตัวด้านการปรับโฟกัสของตาซงสึ่ งเกตจากความแตกต่างที่ตรวจวัดด้วยเทคนิค ั HFC (Takahashi และ Kajita, 2005) พบว่า แอสตาแซนธิน ชวยในการฟื ่ ้นตัวด้านการปรับโฟกัสของตาซงึ่ ตรวจวัดด้วยเทคนิค HFC ระหว่างชวงการพักภายหลังจากการทํางานที่ใช ่ สายตา ้ การศกษาแบบสุ ึ มร่วมกับยาหลอกโดย ่ Nagaki และคณะ (2005) ตรวจพบการเพิ่มขึ้นของปริมาณการไหลเวียน เลือดบริเวณเรตินาในกลุ่มที่ได้รับแอสตาแซนธิน 6 มิลลิกรัมเป็นเวลา 4 สปดาห์ จํานวน ั 14 คน (p<0.01) เนื่องจากสาเหตุที่แท้จริงเกี่ยวกับการปรับปรุงระยะการปรับโฟกัสของตาซงเกิดจากแอสตาแซนธินยังไม่ช ึ่ ั ดเจน ผู้เขียนจึงตั้งสมมติฐานว่า อาจเกิดขึ้นจากการปรับปรุงสภาพการไหลเวียนเลือดที่ดีขึ้นซงตรวจสอบได้จากหลอด ึ่ เลือดฝอยของเรตินา ซงเสมือนว่ามีเลือดหล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อป ึ่ รับเลนสตาเพิ่มขึ้น นอกจากนี้การปรับปรุงสภาพการ ์ ไหลดังกล่าวยังสอดคล้องกับการศกษาของ ึ Nagaki และคณะ (2005) ซงศึ่ กษาอาสาสมัครที่มีสุขภาพดี ึ 10 คน และได้รับแอสตาแซนธิน 6 มิลลิกรัมเป็นเวลา 10 วัน (รูปที่ 7) ตรวจพบอัตราการไหลเวียนเลือด (ex-vivo) สูงขึ้น อย่างมีนัยสํ าคัญ เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม (p<0.05) ซงผ่านการวิเคราะห์ด้วยเครื่องวิเคราะห์ ึ่ Micro-array channel flow analyzer (MC- FAN) รูปที่ 7 การเพิ่มการไหลของเลือดในจอประสาทตา (Nagaki et al., 2005) พบว่า การไหลเวียนของเลือดในจอประสาทตาเพิ่มขึ้นเมื่อใชสารแอสตาแซนธินเป็ นเวลา ้ 4 สปดาห์ ั ผลการวิจัยล่าสุด ด้านจักษุวิทยาของญี่ปุ่ นซงเป็นความร่วมมือระหว่าง ฮอกไกโด โยโกฮาม่า และเกียวโต สรุป ึ่ คุณสมบัติด้านการต้านการอักเสบของแอสตาแซนธินที่เกี่ยวกับสารเอนโดทอกซน ซ ิ งกระตุ้นให ้เกิดโรคม่านตา ึ่ อักเสบ (EIU หรือ การอักเสบของตา) ทั้งแบบทดลองในสงมีช ิ่ วิตและในหลอดทดลอง ี Ohgami และคณะ (2003) พบว่าการทดลองให ้ปริมาณของแอสตาแซนธิน 1, 10 หรือ 100 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ในหนู จํานวน 8 ตัว (p<0.01) ชวยลดการอักเสบอย่างมีนัยส ่ ํ าคัญ เชน การส ่ งเคราะห์ไนตริกออกไซด์ ( ั NOS) พรอสตาแกลนดิน E2 (PGE2) และ ทูเมอร์เนโครซสแฟคเตอร์ ( ิ TNF)-? ขณะที่ตัวบ่งชทางช ี้ วภาพอื่นๆ ที่ลดลง ได้แก่ การซ ี มนํ้าของเซลล์ และการ ึ สร ้างโปรตีนในของเหลวในชองลูกต ่ า การศกษาของ ึ Suzuki และคณะ (2006) ยืนยันถึงประสทธิภาพของแ ิ อสตาแซนธิน พวกเขาทําการศกษาฤทธิ์ต้าน ึ การอักเสบของแอสตาแซนธินที่ม่านตาและกล้ามเนื้อปรับเลนสตาในดวงตาของหนู การศ ์ กษาครั้งนี้นับเป็น ึ การศกษาครั้งแรกซ ึ งพิสูจน์ว่า แอสตาแซนธินออกฤทธิ์ลดการกระตุ้น ึ่ NF-kB ด้วยอนุมูลอิสระใน EIU Rat Model (รูปที่ 8) โดยผลการทดลองพบว่า การตอบสนองของปฏิกิริยาก่อนการอักเสบลดลง มิเชนนั้นแล้วบริเวณนั้นจะเกิด ่ การอักเสบอย่างถาวร การศกษาครั้งนี้ช ึ วยอธิบายว่า เหตุใดแอสตาแซนธินจึงช ่ วยบรรเทาอาการเมื่อยล้าทาง ่ สายตาซงพบในการศ ึ่ กษา ึ ทางคลินิกต่างๆ รูปที่ 8 จํานวนของเซลล์ NF-kB ในกล้ามเนือปรับส ้ ายตาในชวงที่อักเสบ ( ่ Suzuki และคณะ 2006) พบว่า แอสตาแซนธินลดจํานวนของเซลล์ที่อักเสบในกล้ามเนือปรับสายตา ้ แอสตาแซนธินต้องผ่านทะลุเข ้าผนังกั้นเสนเลือดที่เรตินาของมนุษย์ ( ้ BRB) ซงยังเป็นประเด็นที่ไม่มีหลักฐานช ึ่ ชี้ ดั โดยตรงเนื่องจากยังไม่มีวิธีวิเคราะห์ที่น่าเชอถือ อย่างไรก็ตาม ื่ BRB จัดเป็นผนังกั้นแบบเลือกผ่านที่มีลักษณะ คล้ายคลึงกับผนังกั้นเลือดในสมอง (BBB) ดังนั้นจึงคาดหวังว่า แอสตาแซนธินจะสามารถทะลุผ่านผนังกั้นแบบ เลือกผ่านเนื่องจากโมเลกุลมีขนาดเล็กกว่า 600 ดาลตัน แอสตาแซนธินเป็นสารแคโรทีนอยด์ กลุ่มแซนโทฟิลล์ เชนเดียวกับลูทีนและซ ่ แซนทีน ซ ี งตรวจพบมากที่จอประสาทของดวงตา (แซนโทฟิลล์เป็นแคโรทีนอยด์เพียงกลุ่ม ึ่ เดียวที่พบในดวงตา ต่างจากเบต้า-แคโรทีน หรือไลโคปีน ซงอยู่ในกลุ่มแคโรทีน ึ่ ) อนาคต อาการเมื่อยล้าของดวงตาเป็นปัญหาที่พบได้ทั่วไปหากเราใชงานวีดีทีอย่างต่อเนื่องหรือมากเกินไป บางครั้งอาจ ้ แก ้ปัญหาได้จากการวิเคราะห์หาสาเหตุ ผ่านการศกษาทางระบาดวิทยาซ ึ งเป็นที่นิยมทั่วโลก อย่างไรก็ตามหาก ึ่ แนวโน้มของการปรับปรุงแก ้ไขในปัจจุบันมีความสํ าเร็จเพียง 50% และอาจมีปัจจัยอื่นๆ มาเกี่ยวข ้องอีก ดังนั้น แอสตาแซนธินจึงเป็นทางเลือกใหม่สํ าหรับการลดอาการอักเสบ การปรับปรุงการปรับระยะโฟกัสของสายตา และ การเพิ่มการไหลเวียนเลือด References 1. Iwasaki & Tawara, (2006). Effects of Astaxanthin on Eyestrain Induc